11 เหตุผลดีๆ กับการใช้ชีวิตในประเทศเยอรมัน

ใช้ชีวิตในเยอรมัน

ใช้ชีวิตในเยอรมัน มาหลายปี มันทำให้เกียงเห็นมุมมองที่หลากหลายขึ้น หลายครั้งก็ตั้งคำถามว่าเยอรมันเค้าทำได้ยังไงให้ประเทศพัฒนาได้ขนาดนี้ ตั้งแต่อยู่ที่เยอรมันมาก็เห็นด้านที่ดีหลายๆ ด้านของเยอรมันผ่านมุมมองจากคนที่ย้ายถิ่นฐานจากประเทศไทย มาอยู่ในประเทศที่พัฒนาแล้วมันเป็นอย่างไร ตะเกียงแยกออกได้ 11 ข้อ จากประสบการณ์ของเกียงนะคะ

11 เหตุผลดีๆ กับการ ใช้ชีวิตในเยอรมัน ฉบับคุณแม่ลูกสอง

1. ประกันสุขภาพ

ประกันสุขภาพนี่เรียกว่าต้องมาเป็นอันดับหนึ่งเลยค่ะ ไม่ว่าจะเป็นนักท่องเที่ยว คนต่างชาติ ผู้อาศัย หรือ แม้แต่ประชากรที่นี่เอง ทุกคนต้องมีประกันสุขภาพตามกฎหมายกำหนด ซึ่งประกันสุขภาพก็แบ่งออกเป็น 2 ประเภทอีกด้วย

1.1 Gesetzliche Krankenversicherung (GKV)

เป็นประกันสุขภาพตามกฏหมายของเยอรมัน ซึ่งคนส่วนใหญ่ในเยอรมันใช้ประกันสุขภาพตัวนี้ค่ะ การจ่ายค่าประกันขึ้นอยู่กับรายได้เงินเดือนของแต่ละบุคคล ก่อนที่เงินเดือนจะเข้ามาในบัญชี บริษัทประกันก็จะหักค่าประกันสุขภาพไปก่อนเงินที่เงินจะถึงมือเรานะคะ ตะเกียงเองก็ใช้ประกันสุขภาพของรัฐค่ะ

1.2. Private Krankenversicherung (PKV)

เป็นประกันสุขภาพแบบเอกชนค่ะ ซึ่งไม่ใช่ว่าทุกคนสามารถที่จะมีประกันสุขภาพแบบเอกชนในประเทศเยอรมันได้นะ เพราะว่ากฏข้อจำกัด อย่างเช่น ถ้ามีรายได้สูงเกินกำหนดของ (GKV) หรือ มีอาชีพอิสระ ก็ต้องใช้ประกันสุขภาพแบบเอกชน อันนี้จากประสบกาณ์ของสามีและลูกๆ  นะคะ ซึ่งจ่ายเบี้ยรายเดือนแพงกว่าแล้วก็ต้องสำรองออกเงินค่ารักษาเองไปก่อนแล้วค่อยไปเคลมกับบริษัทประกันทีหลังค่ะ แล้วบางทีตัวเลขการรักษาที่ต้องสำรองออกไปก่อนนี้เห็นแล้วต้องร้อง……โอ้โหหหหห ราคาสูงมาก

ข้อมูลเพิ่มเติมดูได้ที่นี่เลยค่ะ

2. การรักษาพยาบาล

เราได้พูดถึงประกันสุขภาพกันไปแล้วก็มาดูที่การรักษาพยาบาลต่อเลย การไปหาหมอที่เยอรมันอยู่ๆ เราจะไปโรงพยาบาลเลยไม่ได้ค่ะ ยกเว้นกรณีฉุกเฉินจริงๆ หรือ อุบัติเหตุ ส่วนใหญ่แล้วเราต้องทำนัดกับหมอบ้าน Hausartz ก่อนค่ะถึงจะไปหาหมอได้ และการไปหาหมอที่เยอรมันไม่ว่าที่ไหนก็ตาม เราไม่ต้องพกเงินไปค่ะ เพราะว่าเราจ่ายค่าประกันรายเดือนทุกๆ เดือนแล้ว เราพกไปเเค่บัตรประกันสุขภาพไปก็พอแล้วค่ะ นอกซะจากว่าต้องไปซื้อยาที่ร้านขายยา อันนี้ต้องพกเงินไปด้วยนะคะ 555 ที่เยอรมันยาหลายชนิด หรือ ของสิ่งของที่จำเป็นที่ช่วยในการรักษา เช่น ตอนท้องเกียงต้องใส่ถุงน่องกันเส้นเลือดขอดช่วงท้อง หมอเขียนให้ในใบสั่งยาแล้วก็เอาไปซื้อถุงน่อง (เฉพาะร้านที่กำหนด) แทนที่เกียงจะต้องจ่ายเต็มราคาจำนวนหลายพันบาทก็จ่ายแค่หลักร้อย อันนี้ก็ต้องยกความดีความชอบให้กับระบบประกันสุขภาพที่นี่ด้วยค่ะ

3. เงินสนับสนุนการเลี้ยงบุตรและการลาคลอด

ใช้ชีวิตในเยอรมันเยอรมัน และหลายประเทศในยุโรปมีกฎหมายคุ้มครองคนท้องและมนุษย์แม่ลูกอ่อนที่ดีมากๆ อย่างเช่น ตอนท้อง ถ้าครรภ์แล้วมีปัญหา แล้วหมอออกความเห็นว่าเราไม่ควรไปทำงานนะเพราะมีความเสี่ยงกับลูก หมอก็สั่งห้ามทำงานแล้วก็ออกใบลาป่วยให้ที่ทำงานจนถึงคลอดลูก ก็ได้เงินเดือนเต็มจำนวนทุกเดือนจากบริษัทประกันจนคลอด หลังคลอดก็ได้เงิน 65% จากเงินเดือนอีกเป็นระยะเวลา 1 ปีเต็ม

การลาคลอดเลี้ยงบุตรนั้นเยอรมันสามารถลาได้นานสุด 3 ปี (Elternzeit) แล้วบริษัทก็ต้องเก็บตำแหน่งงานเดิมให้แม่ที่ลาคลอดเลี้ยงบุตรด้วย ส่วนใหญ่แล้วแม่ๆที่นี่จะลาคลอดกันประมาณ 2 ปี ส่วนคุณพ่อลูกอ่อนนั้น สามารถลาเลี้ยงบุตรได้ 6 เดือน โดยที่ไม่จำเป็นต้องลาทีเดีย 6 เดือนติดกัน สามารถแบ่งวันลางานได้อีกด้วย

หลังจากคลอดบุตรออกมา เด็กๆ ก็จะมี Kindergeld เป็นเงินที่รัฐบาลให้เป็นค่าเลี้ยงดูอีกต่อเดือน คนละ 219 ยูโร ถ้ามีลูกคนที่สามก็จะได้เงินเพิ่มเป็น 225 ยูโร และ 250 ยูโรถ้ามีลูกสี่คน เงิน Kindergeld นี้ได้จนถึงอายุ 18 ขวบกันเลยทีเดียว

อันนี้ก็เป็นผลพวงจากการจ่ายภาษีอย่างสาสมที่ประเทศนี้ มันเลยเห็นผล

4. เห็นความสำคัญของมนุษย์แม่

ประเทศเยอรมันให้ความสำคัญของมนุษย์แม่เป็นอย่างยิ่งโดยเฉพาะเรื่องงาน ใช่ค่ะ บริษัทต้องเก็บตำแหน่งเดิมไว้ให้เราแต่ไม่ได้หมายความว่า มนุษย์แม่ที่นี่จะกลับไปทำงาน Full Time ได้เหมือนเดิมเพราะส่วนใหญ่แม่ที่นี่จะรับส่งลูก และเลี้ยงลูกเอง รวมไปถึงโรงเรียนที่นี่ไม่ว่าจะ อนุบาลหรือประถมก็เลิกเร็วเสียเหลือเกิน จึงยากที่จะกลับไปทำงานเต็มเวลาเหมือนเดิม เลยไม่แปลกที่คนเป็นแม่ในประเทศนี้จะทำงาน part time ไม่ว่าจะตำแหน่งผู้บริหาร เป็นหมอ เป็นครู เป็นพนักงานขายของ ก็ย่อมสามารถทำงาน Part time ในตำเเหน่งเดิมได้ ส่วนใหญ่จะกลับไปทำงาน Part Time อยู่ที่ 50-85% ขึ้นอยู่กับที่เราเลือกเองว่าอยากกลับไปทำานกี่ชั่วโมงต่ออาทิตย์ และหลังจากนั้นแม่ก็มีเวลากลับไปรับลูกที่โรงเรียนและยังมีเวลาได้ทำงานบ้านอีกด้วย

5. วันลาหยุด

วันลาหยุดที่เยอรมันถือว่าดีเลยทีเดียวค่ะ และวันลาหยุดส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับบริษัทและอายุการทำงาน ส่วนใหญ่ จะอยู่ที่ 24วัน และสูงสุดถึง 30วัน ต่อปี ไม่รวมวันหยุดราชการนะคะเลยไม่แปลกที่คนเยอรมันลาหยุดไปเที่ยว ประเทศไทยทีนึงอยู่เป็นเดือน

6. การเยียวยาคนตกงาน

อันนี้เกียงต้องบอกก่อนนะคะว่าเคสของแต่ละคนอาจไม่เหมือนกัน แต่เกียงจะบอกจากประสบการณ์ของเกียงเอง เพราะเกียงเพึ่งตกงานมาสดๆ ร้อนๆ เมื่อต้นปี 2021 เลยได้มีประสบกาณ์มาแชร์ให้ฟัง พอเกียงรู้ว่าที่ทำงานที่ทำมาต้องปิดตัวลง เกียงก็ต้องขอเงิน Arbeitslosgeld เป็นเงินคนตกงานจากรัฐบาล หน้าที่เกียงคือเตรียมเอกสารทุกอย่างและส่ง Online ผ่าน Arbeitsagentur ใช้เวลาไม่นานเลยค่ะ ก็จะได้เงินเข้าบัญชี เเล้วจะได้เงินคนตกงานเป็นระยะเวลา 1 ปี ซึ่งเข้าใจว่าเงินคนตกงานแต่ละคนไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับเงินเดือนที่ได้ตอนทำงาน ภาษีที่จ่าย แล้วเค้าอาจจะดูว่าเรามีบุตรมั้ย แล้วในฐานะที่เกียงเป็นคนต่างชาติไม่ได้พูดภาษาเยอรมันอย่างคล่องเเคล่ว เราก็สามารถบอกกับทางรัฐได้ว่าเราอยากเรียนภาษาเยอรมันเพิ่มเติม เราก็แค่ทำหน้าที่ไปสอบวัดระดับภาษา ทางรัฐก็จะช่วยจัดการให้ และก็จะได้เรียนภาษาฟรีด้วยค่ะ ต้องบอกว่าเป็นขั้นตอนที่ทำค่อนข้างง่ายเเล้วรวดเร็ว

7. ระบบการศึกษา

ระบบการศึกษาที่เยอรมันก็ไม่เป็นรองใครเช่นกัน ถ้าเป็นโรงเรียนของรัฐบาลแทบจะเรียนฟรี ตั้งเเต่อนุบาลจนจบมัธยมเลยก็ว่าได้ อาจจะมีจ่ายแค่ค่าอาหารกลางวันเท่านั้น ของเกียงที่จ่ายให้ลูกๆ อยู่ตอนนี้ตกเดือนละ 65 ยูโร ต่อคน ต่อเดือน ถ้าเลือกที่จะเรียนโรงเรียนเอกชนค่าใช้จ่ายก็จะสูงตามมาอันนี้ก็ขึ้นอยู่กับโรงเรียนที่ผู้ปกครองเลือกด้วยนะคะ

8. ผู้นำทางด้านเทคโนโลยี และบริษัทยักษ์ใหญ่ของโลก

เยอรมันขึ้นชื่อด้านเทคโนโลยีเป็นอันดับต้นๆ ของโลกเลยก็ว่าได้ เกียงเชื่อว่าใครอ่านเเล้วนึกถึง บริษัทยักใหญ่ขึ้นมาก็ต้องบริษัทของประเทศเยอรมันอยู่ในนั้นค่ะ อย่าง ครีม Nivea หรือ ผงปรุงรส Knorr เอง เป็นของที่แทบทุกคนมีติดบ้านไม่ว่าอยู่ที่ไหนของโลกก็ตาม และยี่ห้อรถในฝันของใครหลายคน รวมถึงเกียงด้วยก็ล้วนมาจากเยอรมันทั้งนั้น แม้แต่ BioTech คิดวัคซีนต้าน Covid19 ก็เป็นของเยอรมันเช่นกัน ลองดูได้จากแผนที่ประเทศเยอรมันเลยค่ะ ว่าแต่ละแบรนด์เริ่มต้นมาจากที่เมืองไหนกัน

บริษัทของเยอรมัน

9. ขับรถได้เร็วบน Autobahn แบบ No Speed Limit

แทบจะทุกประเทศในยุโรปจำกัดความเร็วบนถนน Autobahn ยกเว้นประเทศนี้ค่ะ เเหม…ก็เมื่อเยอรมันแหล่งเป็นประเทศที่ผลิตรถแบรนด์ดังและคนที่นี่ก็ชื่นชอบความเร็ว ไม่ว่าจะ Porsche (ปอร์เช่), BMW หรือ Mercedes หลายๆ รุ่นเป็นรถที่เครื่องแรงและสามารถขับได้เร็วมาก ก็เป็นสวรรค์นักซิ่งเลยก็ว่าได้ ต้องบอกว่าต่อให้ขับ 230/kmh หรือ 260/kmh ก็จะไม่รูสึกว่าขับเร็วจริงๆ เพราะถนน Autobahn ที่เยอรมันคือดีมาก ถนนเรียบมาก ถ้าขับรถบน Autobahn จะขับช้าไปไม่ได้นะคะ เผลอๆ อาจอันตรายกว่าขับเร็วอีกและอัตราการเกิดอุบัติเหตุและเสียชีวิต บน Autobahn ถือว่าน้อยมาก คนที่นี่ขับรถกันอย่างมีวินัยและเคารพกฎหมายอย่างเคร่งครัด (ในปี 2018 ประเทศเยอรมัน เสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถยนต์ 3,275ราย และในปี2020 เสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถยนต์ 2,719 ราย ในขณะที่ประเทศไทยนั้น จำนวนผู้เสียชีวิตในปี 2020 จำนวน 15,748 ราย)

ข้อมูลจาก : https://www.destatis.de/DE/Themen/Gesellschaft-Umwelt/Verkehrsunfaelle/Tabellen/getoetete-alter.html

https://www.thairsc.com

10. ระบบรถโดยสารสาธารณะที่ดี

ใช้ชีวิตในเยอรมัน รถสาธารณะรถโดยสารที่เยอรมัน ไม่ว่าจะเป็น

จะมาค่อนข้างตรงเวลามากทีเดียว (ยกเว้นหน้าหนาวไม่เคยมาตรงเวลาเลย) และตั๋วรถไฟที่ใช้ใบเดียวที่สามารถขึ้นได้ทั้งรถไฟและรถเมล์ในราคาเดียวกัน มีทั้งเเบบตั๋วที่ยวเดียว แม้แต่ตั๋วเที่ยวเดียวระยะสั้น (ไว้เดินทางเเค่ 2 สถานีรถไฟ หรือ 4 สถานีรถเมล์) ตั๋วรายวัน ตั๋วรายเดือน และตั๋วรายปี การซื้อตั๋วรถแบเที่ยวเดียวนั้นจะมีระะเวลาในการใช้งานสองชั่วโมงหลังจากที่ซื้อตั๋ว ซึ่งสามารถที่จะลงสถานีอื่นอาจเเวะทำธุระหรือชอปปิ้งก่อน แล้วใช้ตั๋วเดิมนั่งรถไฟต่อไปยังจุดหมายโดยที่ไม่ต้องซื้อตั๋วใหม่ ภายในสองชั่วโมงได้ ซึ่งเกียงว่าคุ้ม เพราะบางทีเกียงไปซื้อกับข้าวแล้วอยากแวะซื้อของเล่นลูกก่อนเพราะทางผ่าน ก็ย่อมทำได้โดยที่ไม่ต้องเสียเงินซื้อตั๋วใหม่ สมุติแบบให้เห็นภาพก็คือ ซื้อตั๋วรถไฟฟ้าจากจตุจักรเพื่อจะไปสยาม แต่อยากแวะซื้อข้าวแกงแถวอารีย์ แล้วแวะเอาของให้แม่ที่พญาไทย แล้วต่อไปสยาม แบบนี้ก็ซื้อตั๋วแค่ครั้งเเรกครั้งเดียวค่ะ แต่ถ้าจะนั่งรถไฟหรือรถเม์ย้อนกลับต้องซื้อตั๋วใหม่ในการนั่งกลับมา และตั๋วรถก็ซื้อตั๋วรถไฟได้ง่ายและสะดวกมาก โดยผ่าน mobile app หรือตู้ซื้อตั๋วที่สถานีก็ได้ สะดวกจริงๆ

ยิ่งไปกว่านั้นรถโดยสารสาธารณะที่นี่ก็คิดเผื่อ คนพิการที่ต้องใช้รถเข็น คนตาบอด และคนต้องใช้รถเข็นหรือกระเป๋าลากด้วย เกือบทุกสถานีรถไฟจะมีลิฟท์ให้บริการและบางสถานีใหญ่ๆลิฟท์จะมีประตูทั้งสองข้าง ขึ้นประตูลิฟท์เปิดทางนึง และลงประตูจะเปิดอีกทาง ซึ่งมันสะดวกสำหรับคนที่นั่งรถเข็นเป็นอย่างมาก โดยไม่ต้องถอยหลังรถเข็นเพื่อที่จะออกจากลิฟท์

11. เบียร์อร่อย

เทศกาลเบียร์เยอรมันก็เยอรมันขึ้นชื่อว่าเมืองเบียร์ เบียร์รสชาติดีดื่มง่าย และเบียร์เยอมันก็มีอยู่หลายยี่ห้อมาก มีให้เลือกซื้อแบบเลือกกันไม่ถูกเลยทีเดียว เเละคนเเต่ภาคของเยอรมันก็นิยมกินที่ไม่เหมือนกัน อย่าง Bayern ก็ชอบดื่ม Weissbier หรือ Helles ส่วนทางตอนเหนือก็ชอบดื่มอีกแบบเบียร์เยอรมันที่ดังๆ ทั่วโลกก็จะมี Paulaner และยังมีเทศกาลเบียร์ทุกปี Oktoberfest ประเทศ

สรุป ข้อดีของการ ใช้ชีวิตในเยอรมัน

การที่มาอยู่เยอรมันมันมีข้อดีหลายอย่าง มีมากกว่านี้เสียอีก อย่างเช่น จากเยอรมันสามารถเดินทางโดยรถยนต์ไปประเทศอื่นๆ ต่อได้ค่อนข้างง่าย และรัฐบาลเยอรมันค่อนข้างคำถึงผลประโยชน์ส่วนรวม แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เยอรมันก็ไม่ได้ดีไปซะทุกอย่าง ข้อด้อยก็มีเหมือนกัน แต่บางทีข้อดีของประเทศเยอมันทำให้เรามองข้ามข้อด้อยของประเทศนี้ไปได้อย่างง่ายดาย

 

Takiangstyle คุณแม่ลูกสองสายชิล กับชีวิตในเยอรมัน

ติดตามตะเกียงได้ที่ 👇🏽👇🏽